27-01-12

posted on 28 Jan 2012 06:49 by level1
อื้มไม่ต้องสงสัยว่าวันนี้เป็นวันอะไร มันเป็นวันที่พิเศษ ๆ อีกหนึ่งวันของฉัน แต่อย่า ๆ อย่าได้หวังเนื้อหาสาระที่น่าสนใจไรมากมาย เพราะนี่มันคือการบ่นตามปกติอันเป็นนิสัยของข้าพเจ้าแค่นั้นเอง เพียงแต่วันนี้มันสเปเชี่ยลลลลลลล อย่างโม้นั่นแหละ วันนี้เป็นวันที่ต้องมาสอบมาตรฐานวิชาชีพครู อ่านหนังสือมาซะเคร่ง (ซะเมื่อไหร่) ต้องเรียกว่าอ่านลากผ่านตา ส่วนมือก็ลากมือปล่อยตัวอักษรไปเฉย ๆ น่าจะเรียกว่าแทบไม่ได้เกิดการเรียนรู้อะไรนักเลยก็ว่าได้ อื้ม (ถึงไหนแล้วว่ะ) เมื่อคืนหาเอกสารง่วนเลย หาเอกสารไปเล่นเนตไปอ่ะนะ ชิลล์มาก อ่านนั่นทีนี่ที เอกสารไม่ครบซักที เครื่องปริ๊นซ์เครื่องที่ยกขึ้นมาก็ดันสีออกไม่เสมอ กินยานอนหลับไปสี่ทุ่มกว่ากะจะนอน ทำไรไม่เสร็จซักที กว่าจะนอนได้ก็เกือบตีหนึ่ง เพราะมัวแสลนไปเล่นเฟชบู๊คอยู่บ้างไรบ้าง (สมควรสงสารกูไหมนี่) พอนอน..นอนไม่หลับ ..และขี้เกียจหาสาเหตุมันด้วยช่างมัน ตื่นมาอีกทีตีสี่ ลงไปหุงข้าว ชงกาแฟมากิน ขึ้นมานั่งฟังเพลงเล่นบิ๊วต์อารมณ์๊เพื่ออาบน้ำ ลงไปอีกทีตีห้า..ไฟไหม้หม้อข้าว (หุงข้าวเหนียวอ่ะนะ) รีบกลบเกลื่อนหลักฐาน..ขี้เกียจฟังแม่บ่น ต่อจากนั้นอาบน้ำ แดก ๆ กาแฟต่อ ขี้ไม่ออกเซ็งเลย (มึงจะเล่าทำไม) ออกจากบ้านเกือบหกโมงเช้า เชี่ย!!! (ใส่ไม้ยมกซักสิบทีซิ) วันนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะอะไร? นอนก็ไม่ค่อยได้นอน? แถมยังลืมอะไรรึป่าว? ก็เดาเอาเองว่าที่อารมณ์ดีคงเพราะ หนึ่ง ห่างเกมออนไลน์ได้แล้ว สอง วันสอบมาตรฐานมาถึงแล้ว และมันก็จะได้ผ่าน ๆ ไปเสียที สาม จะได้อ่านหนังสือเตรียมสอบโท ที่จะสมัครไว้สองสามเสียที หลายที่ป่านนี้ไม่ติดซักที่ก็ให้มันรู้ไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเผื่อไว้นะ เพราะรู้ขีดความสะด๋อยของตัวเองดี สี่ พออารมณ์ดีอะไรมันก็ดีไปหมด หมาตดก็อาจจะหอมก็เป็นได้ รู้สึกแอ็คทีฟมากมาย และอีก ไนท์ลอไนท์ที่บอกไม่ถูกมันจุกอยู่ในหัวจายยยยย ระหว่างเดินทางมาสถานที่สอบโดยรถบัส แม่มเพลงโค ตะ ระ เพราะ เลย ว่าจะเปิดเพลงจากโน๊ตบุ๊ตตัวเองแล้ว..แต่เสียงดังไม่สู้ เลยปิดอย่างยอมจำนน เพลงพี่ปีเตอร์เด๋อ (หรือน้องว่ะ) มาฟังอีกทีก็เพราะชิหาย ได้อยู่ เหมือนกัน ลงรถมา คนในเมืองก็ใจดีกับกูจัง มารยาทดียิ้มงามสมเป็นสยามเมืองยิ้มกันเสียจริง อยากจะก้มลงไปกราบงาม ๆ จัง อยากได้มานานแล้วสังคมเยี่ยงนี้..ไปหลบลี้อยู่ไสมา..หรือกูไม่ถ่างตาดู..หรือไม่มีบุญตาเห็นเท่าไหร่เอง..หรือมันก็เป็นของมันอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร..เอ๊ะ กูคิดอะไรมากไปทำไมว่ะเนี่ย พอมาถึงที่สอบเข้าแถวตรวจรายชื่อพอเป็นพิธี ถามนั่นถามนี่ เดี๋ยวทำตัวสะเหร่ออีก ที่จริงเตรียมตัวดูรายชื่อดูไรจากเนตที่บ้านมาแล้ว แล้วก็มาเยี่ยวที่ตึกที่สอบ (กูจำเป็นต้องเล่าด้วยใช่ไหม) ออกมานั่งตรงระเบียงตึก ซึ่งจะมีลาน มีม้านั่งไม้สีขาวยาว ลานเหมือนลานเบียร์เลยหว่ะ บรรยากาศโคตรดี มีซุ้มไม้ซุ้มไร มีรั้วไม้ตกแต่งซะน่าอยู่เชียว (เดี๋ยวกูหาแฟนได้จะพามานั่งจิบเบียร์ที่นี่) นั่งซักพัก มีผู้หญิงเสียงแปร๋นมาจากไหนไม่รู้ เสียงคุณเธอค่อนข้างจะพลอยเชอมาลล์มาก หันหน้าไปดู เสื้อแดงทั้งคู่ เริ่ดได้อีกนะเคอะ กุนั่งเปิดคอมพ์..ว่าจะเปิดเพลงยังไม่กล้าเปิดตั้งนานแล้ว เพราะเกรงใจคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ม้านั่งกันเยอะเลย แถมยังที่นั่งข้าง ๆ กุอีกคนนึง (ไม่รวมอีสองคนนั่นเพราะมันมาทีหลัง) เสียงแปดหลอดไม่ลดเดซิเบล..แถมยังกระดี๊กระด๊าเหมือนไม่ได้เจอกันมาเป็นชาติ เท่าที่เห็นหน้าเมื่อกี๊นี้อายุไม่เท่ากุ ก็น่าจะมากกว่ากูอยู่หลายขุม ทำไมยังคงความสะแหล่น กันได้นานจริง ไรจริง กุชอบเสือกได้ยินมันคุยกัน คุยกันเรื่องกินข้าว ฯลฯ และเน้นหนักไปทางนินทา กุว่าละนิสัยไอ้เพศเดียวกับกูนี่มันมีความบันเทิงนักหนาคือนินทานี่แหละเลิศค่าาาาาาาาาาาาาาาาาาา นั่งอยู่กุเริ่มอ่านไรไม่รู้เรื่อง (เพราะมัวแต่นั่งฟังมัน) และนิสัยแอบจิตกูก็เริ่มเกิด ฟรื่ดดดดดดด กูสั่งขี้มูกสุดแรงเกิดออกไปด้วยคอเสื้อตัวข้างในที่สวมทับด้วยเสื้อสูทตัวธรรมดา ๆ ตัวหนึ่ง มันได้ผลขี้มูกออกมาเป็นสายเลย คอเปียกหมดจนรู้สึกได้ และได้ผลอีกคือ "มีแต่คนมีการศึกษาทั้งน๊านนนนนนนนน" เสียงแปร๋น ๆ ลอยมา "การศึกษากะหลั่ว กะหลั่ว" เสียงแปร๋นไม่รู้ว่าเสียงเดิมหรือเสียงสมทบ เอ่อ - -' กุกับมันเราไม่ใช่พวกเดียวกันเหรอ กุแค่เกรงใจที่จะเตือนตรง ๆ (กลัวโดนตบ) เลยเรียกร้องความสนใจทางอ้อมแค่นั้นเอง แต่พวกหล่อนก็ยังปะแหล๋นต่อ (ได้อีก) ฉันเริ่มถอนตัวเอง (ก็ได้ว่ะ) เพราะมันมีอีกคนมาสมทบเป็สาม ฉันลุกขึ้นไปหาที่นั่งม้านั่งไม้ไกล ๆ ที่สุด อิอิ สบายใจ แต่ก็ยังไม่วายได้ยินเสียงพวกหล่อน นี่ขนาดตูหูตึงข้างนึงนะ แต่เอาเถอะคนอื่นเขายังไม่อะไรเลย พอใกล้สอบโทรโข่งประกาศ "บลา บลา บลา..........กรุณาอยู่ในความสงบ และไม่กระทำการอันใดเป็นการรบกวนผู้เข้าสอบด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ" สะอึกแทนเลย เสียงนังพวกนั้นเงียบไปทันที หันไปอีกทีวงแตก เหลือสองคนนั่งอมขี้ฟันกันอยู่ เข้าสอบมาตรฐานแรก ห้องสอบที่ฉันสอบเก้าอี้ตัวเล็กจังแว๊บแรกก็คิดว่าอื้มยังไงก็ช่างเถอะแค่เก้าอี้ แค่โต๊ะ แค่ห้อง ยังไงก็ได้ แต่ที่ไหนได้..เดี๋ยวก็รู้สึก ฉันเข้าห้องสอบก่อนเวลาประมาณ 20 นาที ครูที่คุมก็ตรวจเอกสาร แนะนำวิธีกรอกข้อมูล บลา บลา บลา ยัยเจ๊คนนั่งข้าง..กรอกผิดแล้วผิดอีก..ข้อสอบแบบฝนอ่ะนะ เขาไม่ให้ใช้ลิขวิดต้องให้ครูคุมสอบมาลงลายเซ็นต์ให้ แล้วขีดทับ ก็ยังผิดอีก ใส่หมายเลขข้อสอบไปใส่ในหมายเลขประจำตัวผู้สอบ เขียนนั่นก็ผิด นี่ก็ผิด กรูว่ากรูสะเหร่อแล้วนะ..ทำไมมันวัน ตูยังไม่ทำไรก่งก๊งเลยหว่า เจ๊แกตลกดี (แรก ๆ นะ) ง๊องแง๊งกับอาจารย์อยู่ข้าง ๆ ฉันนั่นแหละ ส่วนฉัน..ไม่มีสมาธิทำข้อสอบเลย แป๊บก็จะยืมปากกาแดง แป๊บก็หยิบมีดฉัน ไม่แค่นั้นครูคุมสอบก็มาระแวงฉันอีก ฉันวงข้อสอบเป็นกลม ๆ ไว้ยังไม่ได้ฝนทับให้เต็ม อาจารย์หันมาเอามือฉันออกหน่อย ๆ จากข้อสอบแล้วส่องลงมา (กลัวฉันโง่ขนาดนั้นเชียว) ฉันจึงรีบ ๆ ฝนให้เต็มพร้อมกับยิ้มแหะ ๆ ให้ (หมดเรื่องซะที) วิชานี้ทำภาษาไทยไปได้ถึงข้อ 20 แบบว่าดีใจมิใช่น้อย เพราะที่อ่านมามันยากมาก ไอ้สระต่าง ๆ ที่เรียกด้วยคำที่ไม่ได้ใช้กันแล้วนั่น ไหนจะพวกสันสกฤต คำเป็นคำตาย เสียงสั้นเสียงยาว สูง กลาง ล่าง ต่ำ โอ๋ยยยย..อย่าให้บรรยายฉันอ่านไปมาจนรู้สึกไม่ชอบภาษาไทยเสียอย่างนั้น ไหนจะพวกคำราชาศํพท์ที่ไม่คุ้นหูเป็นตับ แต่ดูเหมือนจะออกแค่ข้อเดียว(มั๊ง) แล้วก็เกี่ยวกับพระสงฆ์อีกข้อเดียว (มั๊งอีกเช่นกัน)ค่อยยังชั่ว ทำภาษาไทยถึงแค่ข้อ 20 อย่างที่บอก "มึน" หัวเลย เริ่มเจอข้อสอบแบบวิเคราะห์..ประกอบกับหิวข้าว ว่าแล้วลืมอะไร..ลืมกินข้าวเช้า ปกติจะเป็นเด็กอนามัย..ต้องกินข้าวให้ตรงเวลาทุกมื้อเลทไม่ได้ ขาดไม่ได้ แต่เกินได้ (ไม่งั้นโรคเก่าจะกำเริบแบบจริงจังถึงขั้นนอนดิ้นงอ) ทั้งมึนทั้งปวดท้องเลยทีนี้ เปิดผ่านไปเลยไปหาเทคโนโลยีคอมพ์ทำ พอเปิดถึงข้อ 41 นึกว่าไม่มีภาษาอังกฤษ ดันมี สบายเฮเลย..(หมายถึงเฮกว่าคนอื่นที่เขาไม่ได้เลยอ่ะนะ) (แต่ก็ทำไม่ได้บ้างอยู่ดี..โง่ตลอด ตลอด) แต่รวม ๆ ถือว่าทำได้มาก ถึงข้อ 71 เป็นคอมพ์ก็ลื่นไหลเลย ลืมอาการเจ็บท้องหิวข้าวไปได้ ทำไปยิ้มไปอารมณ์ดี แต่ก็พยายามรีบ ๆ ทำ ทำเสร็จวกกลับมาทำภาษาไทยให้เสร็จที่เหลือ รอบนี้รู้สึกโล่ง ๆ เสร็จออกห้องสอบเร็วกว่าคนอื่น ไปหาข้าวแดรก พอไปเท้ามันไม่พาไปหาข้าวมันพาไปกินก๋วยเตี๋ยว ปรุงได้ จุด จุด จุดมาก มะนาวสองซีกธรรมดาไม่เปรี้ยวสะหลิดขนาดนี้ เลยตัดด้วยน้ำตาล แต่ไม่ได้ช่วยเลย ไปนั่งกินแต่ลูกชิ้นกับเนื้อด้วยความเสียดาย กินนิดเดียวแน่นท้อง.. (อาการโรคกระเพาะถ้ากินช้าจะอึดท้องไว) ไม่อยากกินข้าวละ ไปหานมติดมือไว้ แล้วก็ไปขี้ (ทำภารกิจที่ค้างเมื่อเช้า) และลงมาแดรกนมต่อได้ และก็ว่าจะอ่านหนังสือแต่หยิบคอมพ์มาว่าจะแค่แป๊บ ๆ นั่งไปมาจนบักฮะโหลประกาศเรียกขึ้นห้องสอบ โน๊ตบุ๊คแบตหมดพอดี หนังสือไม่ได้อ่าน ลนลาน กุอยากตาย ไม่อยากขึ้นไปสอบ แต่ต้องไปเอาแนวข้อสอบไว้ เพราะต้องสอบแก้คราวหน้าแน่ ๆ (ที่จริงมาวันนี้ก็ตั้งใจมาดูแนวข้อสอบล้วน ๆ) สอบบ่าย มาตรฐานที่สอง เจ๊คนเดิมนั่งเก้าอี้ตัวเดิม แต่ฉันเปลี่ยนไปนั่งข้างหลังแก แกก็งุ๊งงิ๊งกับครูคุมสอบอีก เออลืมเล่าไปเรื่องนึงเดี๋ยวค่อยวกมาเรื่องเจ๊นี่ เรื่องเมื่อเช้าตอนสอบมาตรฐานแรก เขาสอบกันไปได้ซักห้านาที มีหญิงสาวท่าท่างคงอายุยี่สิบกว่า ๆ ต้น ๆ ใส่กระโปรงชุดจั๊มกระโปรงสั้น อินเทรนด์ แต่ใส่เสื้อคลุมทับอยู่ (คาดว่าคงเป็นแขนกุด) "กระโปรงสั้นไปนะ" ครูคุมสอบเอ่ย และยัยเด็กคนนั้นก็ตอบทันที "ไม่สั้นหรอกค่ะ" เธอตอบอย่างมั่นใจ "ไม่สั้นได้ไงเขาต้องให้พอดีเข่า หรือไม่ก็ไม่เกินเข่าน่าเกลียดเกินไป" ครูเอ่ย "ไม่สั้นจริง ๆ นะคะ" สาวมั่นตอบพร้อมกับดึงกระโปรงจั๊มลง แต่ดึงยังไงมันก็ยังไม่ใกล้เข่าอยู่ดี "นี่ไงไม่สั้นหรอก" เธอเอ่ย "ไม่มีตัวอื่นมาเปลี่ยนเหรอ สั้นอย่างงี้ มันผิดกฏเขาไม่ให้สอบนะ" คุณเอ่ยอีกครั้ง (ขอบอกว่าด้วยความไม่เด็ดขาดเลย ฟังจากน้ำเสียงก็รู้) "ไม่สั้นจริง ๆ นะคะ นี่ไง" เธอเอ่ยพร้อมกับดึงจั๊มลงมา (กุนั่งมองอยู่กุกลั้นหัวใจในใจไม่ได้เลยหว่ะ) แต่รู้สึกว่าเธอจะตอบไม่ตรงคำถามนะ "ที่ประชุมมา แบบนี้เขาไม่ให้เข้าสอบนะ มีกระโปรงมาเปลี่ยนไหม" ครูคุมสอบเอ่ยพร้อมกับเอ่ยต่อ "ไปเปลี่ยนได้ไหม" ครูเอ่ย "บ้านอยู่ไกลค่ะ มาจากอุดร" (อุดรรึอุบลนี่แหละจำไม่ได้) เธอตอบ (เหมือนว่าเธอเริ่มฟังภาษาคนรู้เรื่อง ตอบได้เริ่มตรงคำถามหน่อย) "เออ ๆ นี่ปกติเขาไม่ให้สอบนะ" ครูบ่น ๆ และครูแกก็บ่นหงุ๊งหงิ๊งของแกต่อ ..เด็กสมัยนี้มันชอบความรุนแรง (ฉันคิดในใจอ่ะนะ) เป็นฉั๊นไม่ได้ฉันจะหักคอมัน แล้วเอายอดจิ้มน้ำพริกกินสะใจเลย ครูก็ยังบ่น ๆ แล้วก็เดินมาง๊องแง๊งยายเจ๊ข้าง ๆ ฉันต่อ กุสมาธิสั้น..ทำข้อสอบไม่รู้เรื่อง (สงสารกูบ้างม๊ายยยยยยยยย) .. มาเล่าถึงเจ๊ที่นั่งข้าง ๆ พอมาตรฐานสองมาทำท่าจะนั่งหน้าฉัน ปรากฏว่าครูแกก็บ่น ๆ ๆ ว่าพากันนั่งผิดที่อยู่บ้างกี่คนไม่รู้ แกก็นับ ๆ ไล่ ๆ เลขที่ เลขที่ประจำตัวผู้สอบอ่ะนะ ก็ยังมีคนก๋งก๊ง บอกเลขที่ข้อสอบอีกเหมือนกัน (คือส่วนมากแต่ละคนก็ไม่ได้ลงกันทั้ง9 มาตรฐาน ก็เลยมาสอบกันบางมาตรฐานตามที่ลงเท่านั้น) ตะกุกตะกักดีกันจัง ไม่เคยเข้าสอบกันรึไง (ฉั๊นไม่ก๋งก๊งบ้างก็แล้วไป) ปรากฏว่า เจ๊คนนั้นแกนั่งผิดแต่เช้าแล้ว บ่ายก็นั่งผิดอีก ดูหมายเลขประจำตัวของตัวเองก็ไม่เป็น และก็อีกหลายคนก็ดูไม่เป็น (เพราะใบหมายเลขประจำตัวในสลิปมันมีมาให้สิบสามหรือสิบสี่หลัก แต่ในเอกสารคุรุสภามีแค่สิบหลักคือต้องตัดศูนย์ออกสองสามตัว(ศูนย์ตรงกลาง)แต่ไม่น่าดูไม่เป็นกันนะเพราะบอร์ดข้างหน้ามันก็เป็นเลข สิบหลัก เพราะต้องตรวจรายชื่อและอะไรข้างหน้าก่อนเข้ามานั่ง) เอาหล่ะเรื่องคนอื่นแค่นี้ก่อน .. สอบมาตรฐานที่สอง เห็นข้อสอบหน้าแรก และตามันเห็นหน้าสองต่อเอง อยากเอาหัวโขกโต๊ะมาก ข้อสอบท่องจำชัด ๆ คือไม่ได้ท่องจำโดด ๆ เพียงแต่มันมี ชื่อทฤษฎีเป็นภาษาไทย แล้ววงเล็บด้วยภาษาอังกฤษ มาให้ แล้วให้เราหาว่าทฤษฏีที่ว่านี้ว่าด้วยแนวคิดใด หรือดำเนินการสอนด้วยวิธีใด หรือคำนึงถึงอะไรบ้าง โห้ โห้ ไม่อยากจะโม้ว่าอ่านมาหมดแล้ว จดมาหมดแล้ว บันทึกหมดแล้ว ..แต่ จำไม่ได้ซักข้อเลย ไอ้ที่จำได้บ้าง..ก็ไม่ออก แบบทำไปหัวเราะ (ในใจ) ไป แบบว่าหมดหนทางแล้ว เดาก็แบบว่าชื่อทฏษฎีไทยอ่ะนะ มันแปลยากมาก เช่น ทฤษฏีอัตติภาวะนิยม เอาสิ อัตติกับอัตตา คล้าย ๆ กัน มีอันไหนเคียง ๆ บ้างว่ะ เดางี้ไปหมด ทำไม่ได้เลยยี่สิบถึงสามสิบข้อแรก.. แบบนี้ถึงมาทำหลัง ๆ ได้ก็ไม่มีทางผ่าน..เริ่มปล่อยวางเลยทีนี้ ทำข้อสอบไปสนุกไป.. เนื้อหา ก. ข. ค. ง. จ. ข้อไหนถูกใจเลือกเลย ทำไปยิ้มไปคนเดียว ใครมองเห็นพอดีคงคิดว่าคนบ้ามาสอบ ก็มีทำได้บ้างน่ะหลัง ๆ แต่เหมือน ทำได้ยังไงก็ไม่ผ่านอยู่ดี เลยชิลล์ ๆ และก็ออกมาไวมาก มานั่งแหง่วรอมาตรฐานต่อไป .. มาตรฐานสาม การจัดการเรียนรู้ ขอบอกว่าไอเลิฟยู ไอเลิฟยูมาก ๆ โค ตะ ระ ง่ายอ่ะ ง่ายจริง ๆ ง่ายจนอยากน้ำตาไหล จะอธิบายยังไงดี มันง่ายมากอ่ะ อ่านช๊อย ก. มันน่าจะใช่นะ ช๊อย ข. มันใช่อ่ะ ช๊อย ค. เฮ่ย มันใช่เลย ช๊อย ง. อ้าว มันใช่กว่า ช๊อย จ. เอ๊ะ นี่มันก็ใช่นะ ประมาณนี้ บางข้อก็แบบ อ่านมาสามสี่ช๊อยละเลือกได้ละ พอมาช๊อยสุดท้าย อ้าว ช๊อยสุดท้ายมันใช่กว่าอีก และบางข้อก็แบบ เท่า ๆ กัน มองไปครั้งแรก อันนี้ใช่มากกว่า มองอีกทีอันนี้มากกว่า บางทีก็สับสนไปเลย ข้อสอบมาตรฐานี้แนว ๆ ข้อสอบ มสธ.มาก คือให้วิเคราะห์เอาเอง ถ้าแน่เนื้อหา ทำได้แน่นอน แต่นี่เราไม่ค่อยแน่นเนื้อหาหรอก แต่เราก็ไม่ค่อยกังวลแฮบปี้ด้วย เพราะข้อสอบน่ารักเกือบทั้งชุดเลย แบบเข้าใจว่าหมวดนี้มันน่ารักได้อีกอ่ะ เช่นคำถามคือ คุณคิดว่าครูคนใด จะมีความสุขในการสอนที่สุด ก. ข. ค. ง. ก็นะ คำถามแนว ๆ นี้แหละ ประมาณว่าเอาสถานการณ์มาให้วิเคราะห์ ใครเคยเจอนักเรียนจริง ๆ หลาย ๆ สถานการณ์มาบ้างก็จะเห็นภาพง่ายขึ้น แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น (มั๊ง) แต่แบบข้อสอบสนุกอ่ะ แล้วก็ชอบอีกข้อนึงข้อความันมีว่า "เปิดห้องเรียนสู่โลกกว้าง ใช้สิ่งรอบข้างเป็นครู" สุดยอดดดดดดดดด!อ่ะ แบบคำถามก็ประมาณว่าข้อใดตรงกับคติข้างต้นไรงี้ เราชอบข้อสอบมาตรฐานนี้มาก เพราะทำให้เห็นอาชีพครูอีกมุมหนึ่ง รวมทั้งพวกหลักสูตรการสอนใหม่ ๆ แนวคิดในการสอนสมัยใหม่ ที่บรรจุลงในหลักสูตร รวมทั้งแผนพัฒนาการศึกษาเอย นโยบายการศึกษาเอย มันแบบว่าแนวความคิดดีมากอ่ะ (สำหรับมุมมองเราอ่ะนะ) มันไม่ใช่แค่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง มันเน้นความแตกต่างของนักเรียน เน้นตัวนักเรียนจริง ๆ (ครูจะมีเวลามาเจาะขนาดนั้นป่าวเหอะ) แล้วก็ให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง บลา บลา บลา มันแบบว่าทึ่งอ่ะ ตอนอ่านยังไม่อะไรขนาดนี้นะมาเจอข้อสอบแล้ว ยกให้อาชีพครูเลย "ใจ" อ่ะ ถ้าทำได้กรณีที่ว่ากันตามที่ว่าตามแผนใหม่อ่ะนะ (แต่ก็คงกว่าจะเป็นรูปธรรมคงไม่ใช่ง่าย ๆ และคงต้องใช้เวลา) แต่ก็รู้สึกอิจฉาเด็ก ๆ สมัยนี้มาก ๆ ที่เขาจะได้เรียนแบบว่าไม่รู้สิ..เราคิดว่ามันเหมาะกับการเรียนรู้มาก ๆ ไม่ใช่การศึกษาที่ยัดเยียด ไม่ใช่การศึกษาที่ท่องจำ ไม่ใช่การศึกษาที่ไกลตัวเกินไป ไม่ใช่การศึกษาที่เพ้อฝันไปมาก ไม่ใช่การศึกษาที่ถึงกับมองไม่เห็นภาพ ฯลฯ แต่การให้เกิดผลจริงคงไม่ใช่เรื่องยาก (อีกนั่นแหละ) ..แต่เด็กสมัยนี้ควรรู้ไว้นะ ว่าโชคดีสุด ๆ อ่ะ เราเห็นแล้วยังอยากจะกลับไปวัยนี้เลย..เหมือนโรงเรียนในฝันเลย (ถ้าทำได้จริงซักนิดก็ยังดี อ่ะนะ) .. .. เออเล่ายังไม่จบ เรื่องที่ก่อนสอบมาตรฐานที่สาม มีลุงคนหนึ่งก็มาสอบด้วย ไม่มีใบเชี่ยไรมาเลย ทั้ง ๆ ที่ในหน้าเวปก็บอกกำหนดไว้แล้ว แล้วข้างล่างกองอำนวยการกลางก็บอกแล้ว แล้วก็ช่วยปริ๊นซ์หลักฐานเพื่ออำนวยความสะดวกให้ด้วย แต่ตาลุงนี้ไม่มีใบไรเลย หรือมีแต่บัตรประชาชนแต่ขาดใบอื่น ๆ รึไงนี่แหละ (เราก็ไม่แน่ใจเพราะมัวแต่ทำข้อสอบหรือกรอกไรซักอย่างอยู่) แต่ครูคุมสอบให้สอบอ่ะ ทั้ง ๆ ที่กฏหน้าเวปก็บอก และคนที่กองอำนวยกลางก็บอก ว่า ถ้าหลักฐานไม่ครบคือไม่มีสิทธิ์สอบ - -????? หน้าอินิเป็นงี้เลย แล้วก็กรอกข้อมูลกันก็ผิดอีกพอประมาณ (อินินั่งตุ้ม ๆ ต่อม ๆ กลัวผิดกับเขาบ้าง) พวกคุณ ๆ เขากรอกผิดแม้กระทั่ง รหัสประจำตัวซ้ำกันอ่ะ คิดดู คิดดู คิดดู คิดดู คิดดู (หลาย ๆ ครั้ง) ถ้าพวกที่จ้างสอบอ่ะ แค่นั่งคนจะที่กันแต่เขียนเลขที่ประจำตัวให้สลับกัน เขียนชื่อให้อีกคน (ถ้าครูไม่สังเกตอ่ะเพราะว่าถือบัตรใครบัตรมันอยู่แล้ว แต่ตอนกรอกชื่อกับรหัส ค่อยกรอกสลับกัน) แค่นี้ก็เรียบร้อยโรงเรียนสอบแทนกันแล้ว เฮ่อ เฮ่อ เฮ่อ เรามันก็แค่ผู้สังเกตการณ์ และอาจจะแค่ผู้คิดไปเอง แล้วก็มีอีกคน มาสอบมาตรฐานที่สามช้ากว่าคนอื่นซักนิดนึงมาแบบเหมือนรีบมากอ่ะ เป็นผู้หญิงใส่กางเกงขาวยาวไม่ใช่สแลคด้วย เสื้อก็เสื้อคลุมผ้าร่ม รองเท้าผ้าใบเหยียบส้น ครูคุมสอบคนนั้น คนนั้น (จำได้ป่ะ) คนที่ว่าให้ผู้หญิงสาวคนนั้นอ่ะว่าใส่สั้นหน่ะ พอคนนี้เขากลับไม่ว่าอะไรเลย (ไหนบอกว่าให้แต่งตัวให้สุภาพไงหล่ะ แหม พรุ่งนี้อินังนิว่าจะใส่สูทไปสอบเสียหน่อย จะใส่ดีไหมเนี่ย) (อินินั่งอึ้งแดกอยู่ห่าง ๆ อีกครั้ง) .. และอินิมันไม่จำเป็นต้องเข้าใจ (เสือก) อะไรมันไปทุกอย่างใช่ไหม?? แต่ก็พอเข้าใจนะว่ากรณีลุงคนนั้นที่มาสอบมาตรฐานที่สามดูอายุมากแล้ว เหมือนจะห้าสิบกว่า ๆ แล้ว แต่งตัวดูสภาพมาก แล้วก็แกดูแปลก ๆ เหมือนครูถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบ (ไม่แน่ใจว่ามีปัญหาทางจิตรึอะไร รึอะไร รึอะไร...) และครูแกก็คงเกรงใจเพราะอายุมาก และดูเอ๋อ ๆ ด้วยแหละ ส่วนกรณีผู้หญิงที่ใส่กางกง เสื้อแขนยาวผ้าร่ม รองเท้าผ้าใบเหยียบส้นนั้น ก็ดูมีอายุเหมือนกัน ดูปอน ๆ ยังไงก็ไม่รู้ ดูท่าทางไม่จบปริญญายังไงไม่รู้ (นี่กรูดูถูกคนอื่นมากไปรึป่าวเนี่ย) คือกรณีนี้ก็เดาว่าเข้าใจครูผู้คุมอีกเหมือนกันแหละว่า ผู้หญิงคนนี้ถ้าโดนไล่ออกห้องก็คงเฟลไป ไม่รู้สิ เรื่องบางเรื่องก็พูดยาก เรื่องแค่ได้ยินกับหู ได้เห็นกับตาก็อาจจะขาดตกบกพร่อง หรือได้ยินไม่หมด รับสารมาไม่ครบ หรือคิดไปเองบ้างไรบ้างได้ (ได้ยินว่าหูไม่ค่อยดีหนิ แหะ ๆ) แล้วเหตุปัจจัยอะไรมันก็เยอะ .. เครียด ๆ จบเครียด ๆ ไม่ดี บ้าบอคอแตกต่อดีกว่า ถ้าตอนนี้คุณครูมาถาม อินังนิอ่ะนะว่า "โตขึ้นอยากเป็นอะไรคะ" เราว่าเรามีคำตอบที่เริ่มจะชัดเจนแล้วหล่ะ ถ้าคุณครูต้องการแค่คำตอบรึแม้กระทั่งรายงาน เราก็ทำให้ได้นะ "อยากเป็นนางฟ้าค่ะคุณครู" (ความในใจของหนู:เผื่อเนื้อคู่จะเป็นเทวดารออยู่บนสวรรค์)

26-01-12

posted on 26 Jan 2012 10:53 by level1
ฉันเป็นคนแอบจิตนะ (ไม่รู้ว่าใช้คำว่าแอบจิตจะถูกรึป่าว)
 
แอบจิตคือมีความคิดที่..อื้ม ยังไงดีหล่ะ
 
คือชาวบ้านปกติเขาไม่คิดทำกัน..ไรงี้หล่ะมั๊ง
 
ความแอบจิตที่มีก็หลายอย่าง
 
อย่างล่าสุด
 
ก็ไปแกล้งเด็ก
 
เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นเด็กในหมู่บ้าน
 
หน้าตาน่ารัก  สดสวย  สูงยาว  มีดวงตาที่แพรวพราวใช้ได้ทีเดียวหล่ะ
 
แต่ติดที่บ้านเธอจน  (ฉันไม่ได้ดูถูกคนจนนะ  เพราะฉันก็จน)
 
แต่ก่อนเธออยู่บ้านยายกับตาเธอ  จะอยู่ถัดไปจากบ้านฉันประมาณสามหลัง  (ใกล้กับบ้านยายฉัน)
 
เธอก็จะมาเล่นกับบรรดาหลาน ๆ ฉัน
 
แต่ไม่นานเธอก็ย้่ายไปอยู่บ้านปู่  ย่ากับย่าเธอที่อยู่อีกคุ้มหนึ่่งของหมู่บ้านนี้แหละ
 
เธอชอบมาขอความช่วยเหลือบ้าง
 
เช่นถ่ายเอกสารการบ้าน  แต่ไม่ค่อยอะไรมาก
 
เธอชอบยิ้มให้ฉัน
 
ฉันชอบยิ้มให้เธอ
 
เธอน่ารักดีนะ  ฉันคิด
 
เธอเอาผลไม้มาขาย  ฉันอุดหนุนเธอ  เพียงเพราะอยากช่วย
 
วันหนึ่ง
 
เธอมายืนอยู่หน้าประตูบ้าน
 
"พี่นิคะ  ขอยืมเสื้อสีขาวหน่อยค่ะ"
 
เสียงหวาน ๆ ห้าว ๆ  หน่อย ๆ ของเธอเอ่ย
 
พอฉันสอบถามเธอก็เล่ามาว่าจะเอาเสื้อขาว (ซักตัว)  ไปใส่เต้นอะไรซักอย่างในงานปีใหม่โรงเรียน
 
ฉันแปลกใจหน่อย ๆ  ที่เธอคิดมายืมฉัน
 
ฉันกับเธอเราไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่
 
ฉันจึงตะโกนถามแม่  ให้แม่เอาเสื้อมาให้เจ้าเด็กน้อยยืม
 
แต่ฉันก็ต้องเปลี่ยนใจ
 
เดินขึ้นไปบนห้องตัวเอง
 
พร้อมกับเสื้อสองตัวในความคิด
 
1  เสื้อธรรมดา  ที่ฉันก็ใส่ ๆ อยู่บ้าง  มันไม่ค่อยสวย  หรือน่าสะดุดใจอะไรหรอก มันแค่เสื้อธรรมดาจริง ๆ
 
2 เสื้อตัวโปรดของฉัน  (ซึ่งฉันก็ไม่ค่อยใส่มันหรอก)  มันเป็นเสื้อตัวที่สวยน่ารักมาก  และฉันคิดว่ามันเหมาะกับเธอมากเลยหล่ะ
 
ฉันจึงหยิบเสื้อตัวโปรดของฉันลงไปให้เธอ
 
และในใจฉัน..ก็นึกสนุก  (ที่จริงนึกสนุกตั้งแต่เลือกเสื้อแล้วหล่ะ  ที่หยิบเสื้อตัวสวยก็เพราะเหตุผลนี้ด้วย)
 
ว่าเธอจะเอามาคืนฉันไหมนะ
 
ถ้าเธอเอามาคืนฉัน..ฉันจะยกเสื้อตัวนี้ให้เธอ  ทันทีที่เธอเอามาคืน
 
แต่ถ้าเธอไม่เอามาคืน..ฉันคิดว่าฉันไม่เสียดายหรอก
 
..
 
ผลคือ
 
เธอไม่เอามาคืน
 
เธอไม่ค่อยมาให้ฉันเจอหน้า
 
เจอหน้ากันโดยบังเอิญเธอไม่กล้ายิ้มเปิดเผย  เธอหลบหน้าฉัน
 
ฉันได้อะไร?
 
 
 
 
 
 

25-01-12 (2)

posted on 25 Jan 2012 13:28 by level1
เมื่อวานฉันถามหลานออกไป (มึงนี่ช่างทู้ซี้หลานมึงจังนะ)
 
"xxx รัก ป้านิ  ไหม๊"
 
หลานฉันซึ่งฉันก็สรุปเดาเอาเองนะ..ว่าเขาต้องรักและผูกพันธ์พ่อกับแม่เขามาก  มากกว่าคนอื่น ๆ  แน่ ๆ
 
เพราะการเลี้ยงดู  การใช้เวลา  และความผูกพันธ์ของตัวเด็กคนนี้
 
ดูจะมีให้กับพ่อแม่  มากกว่าคนอื่น ๆ  อยู่บ้าง
 
หลานฉันซึ่งตอนนี้หน้าซุกหมอนอยู่
 
เหมือนว่าจะคิดหนักกับคำถาม
 
นี่กรูทู้ซี้เด็กมันมากไปม๊ายยยยยยยยย
 
"รัก"
 
หลานฉันตอบออกมา
 
พร้อมกับหน้าตาที่  เอ่อ...
 
ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแบบไหน  แต่ฉันคิดเอาเองรึป่าวก็ไม่รู้นะ
 
ว่าหน้าตาเขา  ดูลังเลที่จะตอบ  หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่ตอบเท่าไหร่
 
หรือไม่ชัวร์ในคำตอบเหมือนกัน
 
ฉันจึงยิงคำถามต่อ
 
"xxx ตอบว่า รัก  เพราะถ้าตอบว่าไม่รัก  แล้วกลัวป้าจะโกรธรึป่าว"
 
ฉันถาม
 
"ใช่"
 
หลานฉันตอบ
 
"ทำไมต้องกลัวป้าโกรธ  ด้วยว๊าาาาาาาาาา"
 
ฉันพูดพร้อมกับลากเสียงยาวในตอนท้ายประโยค
 
 

25-01-12

posted on 25 Jan 2012 11:11 by level1
เมื่อวานหลานขอเล่นเกมออนไลน์ (เกมที่ฉัน  น้องชาย  หลานแฝด  และหลานตัวเล็ก เล่น เราน่าจะเรียกมันว่าเกมออนไลน์ประจำบ้าน)
 
ฉันเข้าไอดีเกมของฉัน
 
ตัวละครของฉันปรากฏขึ้น
 
หลานถามว่า
 
"ทำไมตัวป้านิ  ถึงเป็นตัวนางฟ้า"
 
อื้ม..คำถามเด็ก ๆ อีกละ
 
ตอบไงดีเนี่ย
 
"เพราะมันสวยดีไงหล่ะ"
 
ฉันตอบออกไปพร้อมกับถามต่อ
 
"แล้ว xxx (ชื่อหลาน)  ชอบที่จะเป็นตัวปีศาจ  หรืออยากเป็นคนขี้เหล่ป่าวหล่ะ"
 
ฉันถามหลานออกไป  และแน่นอน  ฉันอยากรู้คำตอบจากเด็ก
 
เด็กวัยที่เรียกได้ว่า  ถูกปรุงแต่งน้อยอยู่มาก
 
"ไม่อ่ะ"
 
หลานตอบ
 
"แล้ว xxx อยากจะเป็นคนหล่อ  หรือว่าตัวเทวดารึป่าวหล่ะ"
 
ฉันถาม
 
"อยากเป็น"
 
หลานตอบ
 
 
 
ฉันอยากจะเรียนรู้
 
และนี่คงเป็นการเรียนรู้จากเม็ดทราย  เม็ดเล็ก ๆ เท่านั้น
 
และข้อสรุปจากเม็ดทราย  เม็ดนั้น  คือ
 
หลานฉัน
 
ก็ยัง  อยากเป็น  ตัวเทวดา  ตัวละครที่หน้าตาดี  ตัวละครที่หล่อเหลา